7 เรื่องน่ารู้ ของส้ม 1 ผล
โพสต์เมื่อ : 9 ก.ย 2565 เวลา 20:8 น.
7 เรื่องน่ารู้ ของส้ม 1 ผล
ส้มเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพแบบสุดๆ เพราะนอกจากจะมีวิตามินซีสูง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ มันยังมีแคลอรี่ต่ำ คือประมาณ 60 แคลอรี่เท่านั้น แถมไม่มีคอเลสเตอรอล ไขมัน และโซเดียม ส้มยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผิวพรรณดี และยังช่วยพัฒนาการทำงานของหัวใจและปรับระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ดี
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าการกินส้มอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง คือเมื่อวิตามินซีและกรดโฟลิกในส้ม ควบคู่กับสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยลดการถูกทำลายของ DNA ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง และส้มยังประกอบไปด้วยไฟเบอร์ โพแทสเซียม และโคลีน ซึ่งเป็นสารอาหารในกลุ่มวิตามินบี ซึ่งทั้งหมดนี้มีประโยชน์ต่อหัวใจ เท่านั้นยังไม่พอ โพแทสเซียมยังช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการขาดโพแทสเซี่ยมจะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันเลือดสูงขึ้น และแคลเซี่ยมในกระดูกลดลง
ส้มยังมีโฟเลตสูง ซึ่งช่วยลดระดับสารโฮโมซีสทีน ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ ไฟเบอร์ในส้มยังช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร และยังช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด และช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดในคนที่เป็นโรคเบาหวาน โดยสมาคมโรคเบาหวานของสหรัฐอเมริกายกย่องให้ส้มเป็น super food สุดยอดอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจากนี้ส้มยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคนิ่วในไตได้อีกด้วย
หากใครไม่ชอบกินเนื้อส้ม การนำส้มไปคั้นมาเป็นน้ำส้มแล้วดื่มเข้าไป ร่างกายก็จะได้สารอาหารจำนวนมากเช่นกัน แต่ขาดไฟเบอร์ซึ่งมีอยู่ในใยขาวๆ ระหว่างเปลือกกับเนื้อส้ม และการดื่มแต่น้ำส้มจะทำให้เราได้รับปริมาณแคลอรี่ที่สูงกว่าการกินทั้งลูก
ถึงแม้ว่าส้มจะเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ แต่ก็ต้องกินในปริมาณที่พอเหมาะ คือวันละ 1-2 ลูกก็พอแล้ว เพราะการกินส้มมากเกินไปจะทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย เนื่องจากปริมาณไฟเบอร์ที่สูงมากอาจทำให้เกิดอาการปวดเกร็งที่ท้อง และยังทำให้เกิดอาการท้องร่วง และเป็นไปได้ด้วยที่การได้รับ วิตามินซีมากเกินไป (ประมาณ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) จะทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ปวดหัว และนอนไม่หลับ ความเสี่ยงอีกอย่างของการกินส้มมากเกินไปก็คือ ด้วยความที่เป็นผลไม้ที่มีกรดสูง จึงอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก โดยเฉพาะคนที่เคยมีอาการของกรดไหลย้อน
นอกจากเนื้อส้มด้านในแล้ว รู้กันหรือไม่ว่าเปลือกส้มก็กินได้ แถมมีประโยชน์ไม่ใช่น้อย เพราะเปลือกส้มอุดมไปด้วยไฟเบอร์ซึ่งเยอะกว่าในเนื้อส้มเสียอีก และยังมีฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยลดความดันโลหิตและลดอาการอักเสบ เพียงแต่เปลือกส้มมันไม่หวานอย่างเนื้อส้ม จึงทำให้ไม่อร่อย เหนียว แข็ง ค่อนข้างเคี้ยวยากและย่อยยาก ที่สำคัญถ้าไม่ใช่ส้มออร์แกนิก เปลือกส้มก็จะเต็มไปด้วยสารเคมีมากเช่นกัน ดังนั้นหากจะกินเปลือกส้ม อาจจะต้องเลือกส้มจากสวนสดๆ ที่ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ล้างให้สะอาด หรือเลือกกินเปลือกส้มที่แปรรูปแล้วแทนดีกว่า
อีกเรื่องหนึ่งของส้มที่น่าสนใจก็คือ เคยสังเกตภาพวาดสมัยเรอเนสซองส์ ‘The Last Supper’ กันหรือเปล่า บนโต๊ะนั้นมีผลส้มวางอยู่ ซึ่งเป็นเรื่อง ‘ผิด’ เพราะในตะวันออกกลางเริ่มมีการเพาะปลูกส้มในศตวรรษที่ 9 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่พระเยซูเสียชีวิตไปนานแล้ว
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าการกินส้มอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง คือเมื่อวิตามินซีและกรดโฟลิกในส้ม ควบคู่กับสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยลดการถูกทำลายของ DNA ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง และส้มยังประกอบไปด้วยไฟเบอร์ โพแทสเซียม และโคลีน ซึ่งเป็นสารอาหารในกลุ่มวิตามินบี ซึ่งทั้งหมดนี้มีประโยชน์ต่อหัวใจ เท่านั้นยังไม่พอ โพแทสเซียมยังช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการขาดโพแทสเซี่ยมจะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันเลือดสูงขึ้น และแคลเซี่ยมในกระดูกลดลง
ส้มยังมีโฟเลตสูง ซึ่งช่วยลดระดับสารโฮโมซีสทีน ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ ไฟเบอร์ในส้มยังช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร และยังช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด และช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดในคนที่เป็นโรคเบาหวาน โดยสมาคมโรคเบาหวานของสหรัฐอเมริกายกย่องให้ส้มเป็น super food สุดยอดอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจากนี้ส้มยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคนิ่วในไตได้อีกด้วย
หากใครไม่ชอบกินเนื้อส้ม การนำส้มไปคั้นมาเป็นน้ำส้มแล้วดื่มเข้าไป ร่างกายก็จะได้สารอาหารจำนวนมากเช่นกัน แต่ขาดไฟเบอร์ซึ่งมีอยู่ในใยขาวๆ ระหว่างเปลือกกับเนื้อส้ม และการดื่มแต่น้ำส้มจะทำให้เราได้รับปริมาณแคลอรี่ที่สูงกว่าการกินทั้งลูก
ถึงแม้ว่าส้มจะเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ แต่ก็ต้องกินในปริมาณที่พอเหมาะ คือวันละ 1-2 ลูกก็พอแล้ว เพราะการกินส้มมากเกินไปจะทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย เนื่องจากปริมาณไฟเบอร์ที่สูงมากอาจทำให้เกิดอาการปวดเกร็งที่ท้อง และยังทำให้เกิดอาการท้องร่วง และเป็นไปได้ด้วยที่การได้รับ วิตามินซีมากเกินไป (ประมาณ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) จะทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ปวดหัว และนอนไม่หลับ ความเสี่ยงอีกอย่างของการกินส้มมากเกินไปก็คือ ด้วยความที่เป็นผลไม้ที่มีกรดสูง จึงอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก โดยเฉพาะคนที่เคยมีอาการของกรดไหลย้อน
นอกจากเนื้อส้มด้านในแล้ว รู้กันหรือไม่ว่าเปลือกส้มก็กินได้ แถมมีประโยชน์ไม่ใช่น้อย เพราะเปลือกส้มอุดมไปด้วยไฟเบอร์ซึ่งเยอะกว่าในเนื้อส้มเสียอีก และยังมีฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยลดความดันโลหิตและลดอาการอักเสบ เพียงแต่เปลือกส้มมันไม่หวานอย่างเนื้อส้ม จึงทำให้ไม่อร่อย เหนียว แข็ง ค่อนข้างเคี้ยวยากและย่อยยาก ที่สำคัญถ้าไม่ใช่ส้มออร์แกนิก เปลือกส้มก็จะเต็มไปด้วยสารเคมีมากเช่นกัน ดังนั้นหากจะกินเปลือกส้ม อาจจะต้องเลือกส้มจากสวนสดๆ ที่ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ล้างให้สะอาด หรือเลือกกินเปลือกส้มที่แปรรูปแล้วแทนดีกว่า
อีกเรื่องหนึ่งของส้มที่น่าสนใจก็คือ เคยสังเกตภาพวาดสมัยเรอเนสซองส์ ‘The Last Supper’ กันหรือเปล่า บนโต๊ะนั้นมีผลส้มวางอยู่ ซึ่งเป็นเรื่อง ‘ผิด’ เพราะในตะวันออกกลางเริ่มมีการเพาะปลูกส้มในศตวรรษที่ 9 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่พระเยซูเสียชีวิตไปนานแล้ว